"ความเหงา ”   ผู้เขียนเชื่อว่าไม่มีผู้ใดในโลกนี้เลยที่จะไม่เคยสัมผัสกับความเหงา และเมื่อนึกถึงบทกวีหรือบทเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความเหงา ต่างก็ให้คำนิยามความหมายจนแทบไม่มีใครอยากจะให้ความเหงา หรือความรู้สึกเหงาเข้ามากล้ำกรายตนเองเลยทีเดียว  และในฐานะที่เป็นปุถุชนธรรมดาทั่วไป ทุกครั้งที่ “ความเหงา” เข้ามากล้ำกราย จิตของเราก็จะเริ่มปรุงแต่งความรู้สึกอื่นๆขึ้นมาทันที  ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกอ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว เดียวดาย  และอีกมากมายที่จิตดวงน้อยแต่มากด้วยพลังแห่งการปรุงแต่งของเราจะเนรมิตขึ้นมา

              ที่มาของ “ ความเหงา ” มากกว่าร้อยละ ๘๐ จะเกิดจาก ความโดดเดี่ยว ความพลัดพราก ความสูญเสีย  เพราะตราบใดก็ตามที่โลกกว้างใหญ่ใบนี้ยังมีที่ให้หยุดยืน   ผู้คนที่รายล้อมยังคงมีความผูกพัน  และความสนุกสนานรื่นเริงที่น่าปรารถนายังมีอยู่ทุกแห่งหน  ผู้คนทั่วไปก็จะยังไม่พบเจอกับความเหงา  แต่ทันทีที่เมื่อใด โลกใบนี้ที่แม้จะดูกว้างใหญ่แต่ก็ไร้ที่ให้หยุดยืน  ผู้คนมากมายถึงแม้จะรายล้อมแต่ก็ไร้ซึ่งความผูกพัน   ความสนุกสนานรื่นเริงไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าปรารถนา  นั่นหมายความว่า “ความเหงา” ได้เข้ามาครอบครองจิตเข้าแล้ว และจิตก็จะเริ่มปรุงแต่งจนกระทั่งความรู้สึกเต็มไปด้วยความทุกข์  ความไม่สมหวัง ความท้อแท้ หลายต่อหลายคนไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะทำอะไรได้  นอกจากหายใจทิ้งในทุกขณะจิตและเฝ้าแต่รำลึกถึง สาเหตุหรือต้นตอของความรู้สึกเหงาท่ามกลางความโดดเดี่ยวที่ดูเหมือนจะโหดร้ายอย่างไม่รู้จักสิ้นสุด

             หากเรามี “สติ” พอที่จะจับความรู้สึกของจิตได้ เราจะค้นพบว่า ท่ามกลางโลกอันกว้างใหญ่และสับสนวุ่นวายใบนี้  ล้วนถูกปรุงแต่งด้วยมายา  มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ดิ้นรนเสาะแสวงหาสถานที่ซึ่งเงียบสงบ  เพื่อได้เฝ้าดูจิตของตนเอง  เพียงเพราะมุ่งหวังให้เกิดภาวะรู้เท่าทันจิต ซึ่งผู้เขียนเรียกว่า การตื่น รู้ และอยู่กับปัจจุบัน

              ดังนั้น หากเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับความพลัดพราก ความสูญเสีย ความโดดเดี่ยว ความไม่สมหวัง ในสภาพที่เราไม่ได้รู้สึกว่าเป็นผู้ถูกกระทำอย่างโหดร้ายนั้น  เพียงแค่เราเปลี่ยนมุมมองว่า ความโดดเดี่ยว หรืออาการที่เรารู้สึกว่าเราอยู่ลำพังคนเดียว นั้นไม่ใช่ความเงียบเหงา แต่หากเป็นความสงบ... และท่ามกลางความวุ่นวาย ความปรวนแปรของชีวิต หากเราไตร่ตรองดูจะพบว่า ในเวลาปกติของวันหนึ่งๆที่มี ๒๔ ชั่วโมงนี้ จะมีสักกี่นาที ที่เราสามารถปลีกตัวออกจากความวุ่นวายที่กลายเป็นปกติในชีวิตประจำวันของเราได้ 

             ขอเพียงแค่เรามี “สติ”  เราก็อาจจะได้เรียนรู้ว่า “ ความเหงา “  คือโอกาสที่ยิ่งใหญ่ ต่อการปฏิบัติธรรม  เพราะผู้เขียนเชื่อว่า การปฏิบัติธรรมที่แท้จริง คือการเรียนรู้ที่จะเข้าใจและสามารถอยู่กับข้อเท็จจริง ๓ ประการ  ซึ่งประกอบไปด้วย  ความไม่เที่ยง ไม่ทน และไม่แท้  ที่มักจะรู้จักกันในภาษาบาลีเป็นอย่างดีว่า  อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา หรือ กฎแห่งไตรลักษณ์ นั่นเอง

              ผู้เขียน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผู้อ่านท่านใดก็ตามที่กำลังพบว่าตัวเองอยู่กับความเหงาที่โหดร้าย ขอเรียนว่า เราสามารถเปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนแนวความคิด เปลี่ยนวิกฤตและความโชคร้ายให้กลายเป็นโอกาสได้อยู่เสมอ หากเราเรียนรู้ที่จะเปลี่ยนความหมายของความเหงาจากที่เคยเป็นสิ่งที่โหดร้ายต่อชีวิต ให้มีความหมายเป็น โอกาสที่ยิ่งใหญ่ในการเรียนรู้ลักษณะความเป็นจริงของชีวิต เราจะค้นพบได้ว่าความสุขที่แท้จริงอยู่รอบๆตัวเรานี่เอง ผู้เขียนขออ้างถึง คำพูดของ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี  ในประโยคที่ว่า “ เพียงเปลี่ยนวิธีคิด ก็อาจแปรก้อนอิฐให้เป็นดอกไม้ “

              อีกทั้งผู้เขียน  ได้รับการอบรมสั่งสอนมาตลอดว่า คนโง่ คือคนที่รอคอยโอกาส คนธรรมดาทั่วไป คือคนที่ไขว่คว้าหาโอกาส  ส่วนคนฉลาด คือคนที่รู้จักสร้างโอกาส ลองพิจารณาดูว่า ตนเอง เป็นคนประเภทไหน แล้วบางทีคุณอาจจะได้พบว่า “ความเหงา คือคุณธรรมอันสูงสุด ” นั่นเอง
   
                                                                                           


*** เผยแพร่ครั้งแรกใน www.suriyathat.net ***

 

DMC Channal Pic
<< วิธีบรรเทาความโศก

 

  กรกฎาคม
อ. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31
[ archive / ไดอารีทั้งหมด ]








- องค์พระแก้วใส

eXTReMe Tracker